วิธีการปลูกและดูแลปาล์มน้ำมัน

วิธีการปลูกและการดูแลปาล์มน้ำมัน

วิธีการปลูกและการดูแลปาล์มน้ำมัน (เอกสารอ้างอิง : กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

แหล่งปลูก
1.สภาพพื้นที่

ความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 300 ม.
ความลาดเอียง 1-12 % ไม่มากกว่า 28 %
พื้นที่ไม่มีน้ำท่วมขัง มีการระบายน้ำดี ถึงปานกลาง

2.ลักษณะดิน
ดินร่วน หรือดินปนดินเหนียว หรือดินเหนียว มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงสูง
ชั้นดินมีความลึกของชั้นหน้าดิน มากกว่า 75 ซม. ไม่มีชั้นดินดาน
ความเป็นกรมด่างของดิน 4-6
ระดับน้ำใต้ดินลึก 75-100 ซม.

3.สภาพภูมิอากาศ
อุณหภูมิเฉลี่ยที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 20-30 องศาเซลเซียส
ปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,800 มม.ต่อปี มีการกระจายของน้ำฝนสม่ำเสมอ มีช่วงแล้งต่อเนื่อง น้อยกว่า 3 เดือนต่อปี

4.แหล่งน้ำ
มีแหล่งน้ำใกล้เคียงเพื่อใช้ในช่วงแล้ง

5.การเลือกพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน
กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการวิเคราะห์พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในภาคใต้ พบว่ามีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่เหมาะสมและสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้กระจายตัวอยู่ใน 14 จังหวัดภาคใต้มีพื้นที่ทั้งหมด 13.7 ล้านไร่ เกษตรกรผู้สนใจสามารถหาดูได้จากแผนที่พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่เหมาะสม จากหน่วยงานต่าง ๆ คือ เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ สหกรณ์จังหวัดและกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง

 


การปลูก

การเตรียมพื้นที่ 
ควรดำเนินการในฤดูแล้งในระหว่างเดือน มกราคม- เมษายน ดังต่อไปนี้
ควรปรับเกลี่ยพื้นที่ กำจัดวัชพืชและตอไม้
ถนนในแปลง เพื่อใช้ขนส่งวัสดุการเกษตรและผลผลิตในแปลง การวางแผนทำถนนขึ้นอยู่กับขนาดของสวนปาล์มน้ำมัน โดยทั่วไปรูปแบบของถนนมี 3 แบบ คือ
1. ถนนใหญ่ กว้างประมาณ 5-8 เมตร ห่างกัน 120 ต้นปาล์ม เพื่อใช้เป็นเส้นทางขนส่งวัสดุการเกษตร และผลผลิตไปโรงสกัดน้ำมันปาล์ม ( สำหรับถนนเข้าแปลง หรือ ถนนซอยแยกออกจากถนนใหญ่ มีความกว้างประมาณ 4-5 เมตร ห่างกันประมาณ 40 ต้นปาล์มเพื่อใช้สำหรับขนส่งวัสดุการเกษตรเข้าสวนปาล์มและขนส่งผลผลิต
2. ถนนซอย แยกจากถนนเข้าแปลง ขนาดกว้างประมาณ 3-4 เมตร ห่างกันประมาณ 20 ต้นปาล์ม ซึ่งสามารถทำถนนซอยขนานไปกับแถวของต้นปาล์มน้ำมันได้ ใช้ขนส่งวัสดุการเกษตรและผลผลิต
3. ทำช่องระบายน้ำ ขนาด 100 x 30 x 110 ซม. ( ด้านบนxด้านล่างxลึก ) ควบคู่ไปกับทำถนนในแปลงปลูกปาล์มน้ำมัน

การวางแนวปลูก
หลังจากเตรียมพื้นที่สร้างถนนและทางระบายน้ำ จึงวางแนวปลูกให้สอดคล้องกับความลาดเทของพื้นที่และการระบายน้ำ ที่สำคัญคือการปลูกต้นปาล์มให้ทุกต้นได้รับแสงแดดมากที่สุดและสม่ำเสมอเพื่อการสังเคราะห์แสง โดยกำหนดให้แถวปลูกหลักอยู่ในทิศเหนือ-ใต้ ระบบการปลูกปาล์มน้ำมันที่นิยม คือ ปลูกแบบสามเหลี่ยมด้านเท่า ระยะปลูกที่เหมาะสมมีผลกระทบต่อผลผลิตการปลูกถี่หรือห่างเกินไป มีผลกระทบต่อผลผลิตลดลง ระยะปลูกที่เหมาะสมสำหรับพันธุ์ลูกผสมที่ได้จากพ่อพันธุ์กลุ่มต่างๆ 

ตารางที่ 2 ระยะปลูกที่เหมาะสมสำหรับพันธุ์ลูกผสมที่ได้จากพ่อพันธุ์กลุ่มต่างๆ

พันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสมเทเนอร่าจากพ่อพันธุ์กลุ่มต่างๆ

ปลูกแบบสามเหลี่ยมด้านเท่าระยะปลูก( ม. )

จำนวนต้น /ไร่

Deli Dura x AVROS

Deli Dura x Ekona

Deli Dura x Ghana

Deli Dura x La Me

9.00

8.75

8.50

9.00

22

24

25

22

วิธีการวางผังปลูกปาล์มน้ำมัน ( ระยะ 9.00 เมตร )
ให้ปักหลักแถวแรกตามแนวทิศเหนือ ใต้ ให้ห่างกัน 9.00 เมตร ( โดยเริ่มต้นจากมุมใดมุมหนึ่งของแปลงปลูก )
จากหลักแรกของแถวที่ 1 ปักหลักตามแนวตั้งฉากกับแถวที่ 1 ในทิศตะวันออก - ตะวันตก และให้หลักห่างกัน 7.79 เมตร ( ซึ่งหลักในแนวดังกล่าวจะเป็นแนวของแถวที่ 2,3,4..)
เริ่มปักหลักแรกของแถวที่ 2 ที่ระยะห่างกับแถวแรก 7.79 เมตร และทำมุม 30 องศาที่หลักแรกของแถวที่ 1 หรือห่างจากแนวตั้งฉากกับแถวแรก 4.5 เมตร และปักหลักที่ 2,3,4...ของแถวที่ 2 ให้ห่างกัน 9.00 เมตร และให้ขนานกับแถวที่ 1
ปักหลักแรกของแถวที่ 3 ที่ระยะห่างกับแถวที่ 2 คือ 7.79 เมตร และให้อยู่ในแนวทำมุมฉากที่หลักแรกของแถวที่ 1
ปักหลักในแถวที่ 4,6,8,10...ให้ทำเช่นเดียวกับแถวที่ 2 แถวที่ 5,7,9,11...ให้ทำเช่นเดียวกับแถวที่ 3



ภาพที่ 1 การวางผังปลูกปาล์มน้ำมัน แบบสามเหลี่ยมด้านเท่า ระยะปลูก 9.00 เมตร

ระยะเวลาปลูก

ควรกำหนดช่วงเวลาในการปลูกปาล์มน้ำมันในช่วงฤดูฝน ไม่ควรปลูกช่วงปลายฤดูฝนต่อเนื่องฤดูแล้ง หรือหลังจากปลูกต้นกล้าแล้วจะต้องมีฝนตกอีกอย่างน้อยประมาณ 3 เดือน จึงจะเข้าฤดูแล้ง ข้อควรระวังหลังจากปลูกไม่ควรเกิน 10 วัน จะต้องมีฝนตก ฤดูกาลที่นิยมปลูกกันในภาคใต้ คือ ภาคใต้ฝั่งตะวันตก ปลูกในช่วงระหว่างเดือนเมษายน ถึง กันยายน และภาคใต้ตะวันออก ปลูกช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึง ตุลาคม

การเตรียมหลุมปลูกและการปลูก
หลังจากวางแนวปลูกและปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่วเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การเตรียมหลุมปลูก โดยขุดหลุมเป็นรูปตัวยู กว้าง x ยาว x ลึก ( 45 x 45 x 35 เซนติเมตร ) โดยแยกดินชั้นบนและชั้นล่างและตากดินไว้ประมาณ 10 วัน ใส่ปุ๋ยหินฟอสเฟตรองก้นหลุม อัตราประมาณ 250 กรัมต่อหลุม นำถุงพลาสติกออกจากต้นกล้าปาล์มน้ำมันอย่างระมัดระวังอย่าให้ก้อนดินแตกโดยเด็ดขาดจะทำให้ต้นกล้าชะงักการเจริญเติบโตและประคองต้นกล้าอย่างระมัดระวังแล้ววางลงในหลุมปลูก ใส่ดินชั้นบนลงก้นหลุมแล้วจึงใส่ดินชั้นล่างตามลงไป ทั้งนี้เมื่อนำต้นกล้าวางลงในหลุมแล้วจึงอัดดินให้แน่น เมื่อปลูกเสร็จแล้วโคนต้นกล้าจะต้องอยู่ในระดับเดียวกันกับระดับดินเดิมของแปลงปลูก

การปลูกซ่อม
ควรทำการปลูกซ่อมให้เร็วที่สุด หลังจากปลูกลงแปลงปลูกจริง ทั้งนี้ควรสำรองต้นกล้าไว้สำหรับปลูกซ่อมประมาณ 5 % ของต้นกล้าที่ต้องการใช้ปลูกจริง โดยดูแลรักษาไว้ในถุงพลาสติกสีดำขนาด 18 x 24 นิ้ว ต้นกล้าจะมีอายุระหว่าง 14-20 เดือน ทั้งนี้เพื่อให้ต้นกล้าที่นำไปปลูกซ่อมมีขนาดทัดเทียมกับต้นกล้าในแปลงปลูกจริง การปลูกซ่อมแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ปลูกซ่อมหลังจากปลูกในแปลงประมาณ 1-2 เดือน อาจเกิดขึ้นจากการกระทบกระเทือนตอนขนย้ายปลูกหรือเกิดจากความแห้งแล้งหลังปลูกอย่างรุนแรง อาจจะต้องปลูกซ่อมประมาณ 0.5-3 % ปลูกซ่อมหลังจากการย้ายปลูก 6-8 เดือน ไม่ควรเกิน 1 ปี เป็นการปลูกซ่อมต้นกล้าที่มีลักษณะผิดปกติ เช่น ต้นมีลักษณะทรงสูง โตเร็วผิดปกติซึ่งเป็นลักษณะของต้นตัวผู้ พบประมาณ 2-3 %

การดูแลรักษา

การให้ปุ๋ย
การประเมินความต้องการธาตุอาหารของปาล์มน้ำมัน ซึ่งปาล์มน้ำมันต้องการธาตุอาหารในปริมาณสูงและค่าใช้จ่ายในการใส่ปุ๋ยมีราคาแพง จึงจำเป็นต้องทราบชนิดและอัตราปุ๋ย ตลอดจนวิธีการและระยะเวลาที่เหมาะสมในการใส่ปุ๋ย เพื่อลดต้นทุนการผลิต วิธีการพื้นฐานในการประเมินความต้องการปุ๋ยของปาล์มน้ำมัน มีดังนี้
วิธีที่ 1 : ใช้ลักษณะอาการที่มองเห็นที่ต้นปาล์ม แสดงอาการขาดธาตุอาหาร
วิธีที่ 2 : ใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์ คือ การใส่ปุ๋ยเคมีตามผลการวิเคราะห์ใบปาล์มน้ำมัน

การประเมินความต้องการธาตุอาหารของปาล์มน้ำมันโดยวิธีที่ 2 เป็นวิธีที่นิยมและแพร่หลายในปัจจุบัน คือ สามารถบอกระดับปริมาณความต้องการปุ๋ย โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องเก็บใบที่ถูกต้องมาวิเคราะห์ และปริมาณผลผลิต ติดต่อกันอย่างน้อย 3-4 ปี นอกจากนี้ยังต้องใช้ข้อมูลการใส่ปุ๋ย การสังเกตอาการขาดธาตุอาหารของพืชการเจริญเติบโต และข้อมูลการวิเคราะห์ดินเพื่อประกอบการพิจารณาใส่ปุ๋ยต่อไป การใส่ปุ๋ยปาล์มน้ำมันด้วยวิธีนี้เกษตรกรจะต้องเก็บตัวอย่างใบถูกต้องส่งมาที่สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 หรือกองเกษตรเคมี กรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานดังกล่าวจะทำการวิเคราะห์ธาตุอาหารและจัดส่งคำแนะนำการใส่ปุ๋ยตามผลการวิเคราะห์ใบปาล์มน้ำมันให้เพื่อเป็นข้อมูลในการใส่ปุ๋ยเคมีต่อไป ในกรณีที่เกษตรกรไม่สามารถเก็บตัวอย่างใบส่งไปวิเคราะห์ทางเคมีได้หรือด้วยเหตุผลอื่น ๆ กรมวิชาการเกษตรมีคำแนะนำการใส่ปุ๋ย ดังนี้ ( ตาราง) ควรกำจัดวัชพืชก่อนใส่ปุ๋ยเคมีและใส่ในขณะที่ดินมีความชื้นเพียงพอ หลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยเมื่อฝนตกหนัก

ตารางการใส่ปุ๋ยสำหรับปาล์มน้ำมันอายุต่าง ๆ

อายุ ( ปี )

เดือนที่ใส่ปุ๋ย

แอมโมเนียม ซัลเฟต

ร็อค

ฟอสเฟต

โพแทสเซียม

คลอไรด์

คีเซอร์

ไรท์

โบเรท

( กรัม/ต้น )

( กิโลกรัม / ต้น )

1

 

 

 

 

 

รองก้นหลุม

1

3

6

9

12

-

0.1

0.2

0.2

0.3

0.4

0.5

-

-

-

0.8

-

-

-

-

0.1

0.2

0.2

-

-

0.1

-

-

-

-

-

-

-

30

-

รวมทั้งหมด ปีที่ 1

1.2

1.3

0.5

0.1

30

2

 

 

 

15

18

21

24

0.5

0.5

1.0

1.5

-

1.5

-

1.5

-

1.5

1.0

1.0

0.3

-

0.3

-

-

60

-

-

รวมทั้งหมด ปีที่ 2

3.5

3.0

2.5

0.5

60

3

 

27

31

36

1.5

1.5

2.0

-

3.0

-

1.0

1.0

1.0

0.5

-

0.5

-

90

-

รวมทั้งหมด ปีที่ 3

5.0

3.0

3.0

1.0

90

4

 

40

46

2.5

2.5

1.5

1.5

1.5

1.5

0.5

0.5

100

-

รวมทั้งหมด ปีที่ 4

5.0

3.0

3.0

1.0

90

5

52

58

2.5

2.5

1.5

1.5

2.0

2.0

0.5

0.5

80

-

รวมทั้งหมด ปีที่ 5

5.0

3.0

4.0

1.0

80

6 ปี

ขึ้นไป

ครั้งที่ 1

ครั้งที่ 2

2.5

2.5

1.5

1.5

2.0

2.0

0.5

0.5

80

-

รวมทั้งหมด ปีที่ 6

5.0

3.0

4.0

1.0

80


ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต (21- 0- 0 ) N = 21 %
ปุ๋ยทริบเปิลซูเปอร์ฟอสเฟต(0- 46- 0 )P2O5= 46 %
ปุ๋ยร็อคฟอสเฟต (0- 3- 0 ) P2O5= 30 %
ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ (0- 0- 60 ) K2O= 60 %
ปุ๋ยคีเซอร์ไรท์ MgO= 27 %
ปุ๋ยโบเรท Boron= 11 %

ตารางแสดงวิธีการใส่ปุ๋ยเคมีเมื่อปาล์มน้ำมันอายุต่าง ๆ

อายุปาล์ม (ปี)

ปุ๋ย N ,K และ Mg

ปุ๋ย P

1 - 4

5 - 9

 

10ปีขึ้นไป

 

-ใส่บริเวณรอบโคนต้นที่กำจัดวัชพืชแล้ว

-ใส่บริเวณโคนต้นห่างจากโคนต้น 50 ซม.ถึง2.50 เมตร

-หว่านบริเวณระหว่างแถวปาล์มที่กำจัดวัชพืชหรือบนกองทางใบที่ถูกตัดแต่ง

-ใส่บริเวณรอบโคนต้นที่กำจัดวัชพืชแล้ว

-ใส่บริเวณรอบโคนต้นห่างจากโคนต้น 2.50 เมตร ถึงบริเวณปลายทางใบ

-หว่านบริเวณระหว่างแถวปาล์มที่กำจัดวัชพืชแล้วหรือบนกองทางใบที่ถูกตัดแต่ง

การให้น้ำ
ต้นปาล์มน้ำมันที่ปลูกในสภาพพื้นที่ที่มีช่วงฤดูแล้งยาวนาน หรือสภาพพื้นที่ที่มีการขาดน้ำมากกว่า 250 มม./ปี ควรมีการให้น้ำเสริม หรือทดแทนน้ำจากน้ำฝนในปริมาณ 150-200 ลิตร /ต้น/วัน ในพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ มีแหล่งน้ำจำกัด และมีแหล่งเงินทุนควรติดตั้งระบบน้ำแบบ น้ำหยด ( Drip irrigation ) ส่วนพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำมากเกินพอ และมีแหล่งเงินทุน ควรติดตั้งระบบน้ำแบบระบบ Mini sprinkler

การตัดแต่งทางใบ
ปาล์มน้ำมันที่เริ่มปลูกจนถึงปีที่ 6 ควรไว้ทางใบ 7-8 รอบ ( 56-64 ทางใบ ) ปาล์มน้ำมันที่โตเต็มที่ควรไว้ทางใบ 4.5-6.5 รอบ ( 36-48 ทางใบ ) ไม่ควรตัดแต่งทางใบจนกว่าจะถึงช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต ควรตัดทางใบให้เหลือรองรับทลายปาล์ม 2 ทาง (ชั้นล่างจากทลาย ) และทางใบที่ตัดแล้ว ควรนำมาเรียงกระจายแถวเว้นแถวและทุกๆ 4-5 ปี จะต้องวางสลับแถวกันเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้กระจายทั่วแปลง

การใช้ทลายเปล่าคลุมดิน
ทลายเปล่าที่นำมาจากโรงงาน ควรนำมากองทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน แล้วจึงนำไปวางกระจายไว้รอบโคนต้น โดยใส่ทลายเปล่าอัตรา 150-225 ก.ก/ต้น/ปี

การลดจำนวนต้นปาล์มต่อไร่เพื่อรักษาระดับผลผลิตให้สูง
การรักษาระดับผลผลิตทลายผลปาล์มสดให้อยู่ในระดับสูงและคงที่เมื่อต้นปาล์มมีอายุระหว่าง 10-20 ปี เนื่องจากมีการแข่งขันระหว่างต้นปาล์มน้ำมันในด้านปัจจัยแสงที่เกิดจากการบังแสงซึ่งกันและกันโดยวิธีการลดจำนวนต้นปาล์มจาก 22 ต้น/ไร่ ให้เหลือประมาณ 19 ต้น/ไร่ เมื่อปาล์มมีอายุ 10 ปี ทั้งนี้โดยคัดเลือกต้นปาล์มที่มีลักษณะผิดปกติและมีผลผลิตน้อย หรือไม่ให้ผลผลิตออก โดยใช้วิธีกำจัดต้นปาล์มด้วยสารเคมี คือ เจาะรูที่โคนต้นปาล์มสูงจากดิน 30-90 ซม. เจาะลึกประมาณ 10-20 ซ.ม. ให้ทำมุม 45 องศาลงดินและใส่สารเคมีกรัมม็อกโซน 100 มิลลิลิตร ต่อต้น

การปลูกแทนใหม่
ต้นปาล์มมีอายุประมาณ 18-25 ปี ต้นสูงเกินไปทำให้ค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวสูง และมีผลผลิตต่ำจึงไม่คุ้มกับการดำเนินธุรกิจสวนปาล์มต่อไป หรือปลูกทดแทนพันธุ์ที่มีคุณภาพต่ำ

วิธีการปลูกแทน มี 2 วิธีคือ 
1.กำจัดต้นปาล์มเดิมออกให้หมดในครั้งเดียวแล้วปลูกต้นใหม่แทน
2.ตัดต้นปาล์มน้ำมันในสวนเก่าออกในอัตราส่วน 1/3 ของจำนวนต้นทั้งหมดในทุกๆปี
ทั้งนี้โดยตัดโค่นออกในปีที่เริ่มปลูกต้นกล้าปาล์มใหม่ภายในเวลา 3 ปี ต้นปาล์มเก่าจะถูกโค่นล้มหมดและต้นปาล์มน้ำมันปลูกแทนใหม่จะเริ่มให้ผลผลิตในการโค่นล้มต้นปาล์มต้นเดิมออกมี 2 วิธี คือ การใช้สารเคมีและการใช้รถแทรกเตอร์โค่นล้ม

สุขลักษณะและความสะอาด

ทางใบปาล์มที่เกิดจากการตัดแต่งทางใบ หรือเกิดจากการตัดทางใบในขณะทำการเก็บเกี่ยวต้องไม่นำมาเผาและควรนำมาจัดเรียงรอบโคนต้นปาล์ม หรือกองไว้บริเวณแถวของต้นปาล์มแถวเว้นแถว เพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุในสวนปาล์ม 
ทลายเปล่าปาล์มน้ำมัน ที่นำมาใช้เป็นวัสดุคลุมดินในสวนปาล์ม ควรนำทลายที่มีขนาดใหญ่ มาสับให้เป็นชิ้นเล็กก่อน แล้วนำไปเรียงรอบโคนต้นปาล์ม เพื่อเพิ่มธาตุอาหารและรักษาความชื้นให้ดิน
ภายหลังจากการเก็บเกี่ยวทลายปาล์มจะมีผลปาล์มที่ร่วงหล่นอยู่บริเวณโคนต้นปาล์ม ควรเก็บรวบรวมใส่ถุงเพื่อส่งเข้าโรงงานสกัด ไม่ปล่อยให้ลูกปาล์มงอกตามพื้นดินใต้ต้นปาล์ม
เสียมด้ามยาวและเคียวติดด้าม เมื่อใช้เสร็จเรียบร้อย ควรทำความสะอาดและลับให้คมเพื่อเตรียมไว้ใช้งานในครั้งต่อไป
เลือกใช้สารเคมีให้เหมาะสมกับชนิดของศัตรูพืช และสารเคมีนั้นต้องมีประสิทธิภาพต่อศัตรูพืชนั้นโดยเฉพาะ
ให้ใช้สารเคมีเฉพาะเมื่อพบว่ามีศัตรูพืช และสารเคมีนั้นต้องมีประสิทธิภาพต่อศัตรูพืชนั้นโดยเฉพาะ
ให้ใช้สารเคมีในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น และไม่ควรใช้เกินอัตราที่กำหนดไว้ในฉลาก
ควรพ่นสารเคมีเฉพาะเมื่อพบว่ามีศัตรูเข้าทำลายในระดับที่จะเกิดความเสียหายต่อปาล์มน้ำมันและหากมีการระบาดรุนแรง ก็ให้เพิ่มจำนวนครั้งมากขึ้นได้
ในการพ่นสารเคมีควรระมัดระวังความเสียหายจากสารเคมีปลิวไปถูกใบปาล์ม หรือรากปาล์มซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่อใบ ทำให้ใบไหม้ หรือใบมีการเจริญเติบโตผิดปกติ
ควรใช้แรงงานในการพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะในระยะปาล์มเล็กควรใช้แรงงานที่มีความชำนาญด้านนี้เฉพาะ และต้องฉีดพ่นด้วยความระมัดระวัง
อุปกรณ์ในการฉีดพ่นสารเคมี ภายหลังจากการใช้ควรทำความสะอาดและเก็บไว้ในสถานที่จัดเตรียมไว้
ภาชนะบรรจุสารเคมีและวัสดุการเกษตรต่างๆที่ใช้ในสวนปาล์ม ควรเก็บรวบรวมและนำไปทิ้งในสถานที่ที่จัดไว้สำหรับทิ้งภาชนะเหล่านี้ภายในหรือภายนอกสวน


ศัตรูของปาล์มน้ำมันและการป้องกันกำจัด

โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

1. โรคใบไหม้
พบมากในระยะต้นกล้าปาล์มน้ำมัน

สาเหตุ : เชื้อรา

ลักษณะอาการ
แผลมีลักษณะบุ๋มตรงกลางมีสีน้ำตาล ขอบแผลนูนมีลักษณะฉ่ำน้ำ รอบแผลมีวงสีเหลือง ล้อมรอบ แผลรูปร่างกลมรี ความยาวของแผลอาจถึง 7-8 มม. เมื่อเกิดระบาดรุนแรง แผลขยายตัวรวมกันทำให้ใบแห้งม้วนงอและเปราะฉีกขาดง่าย การเจริญเติบโตของต้นกล้าชะงักไม่เหมาะในการนำไปปลูกในกรณีที่โรครุนแรงทำให้ต้นกล้าถึงตายได้

การป้องกันกำจัด
เผาทำลายใบ และต้นที่เป็นโรค
พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชที่ไม่มีสารทองแดงเป็นองค์ประกอบ


2. โรคก้านทางใบบิด
พบในต้นปาล์มน้ำมันอายุ 1-3 ปี หลังจากนำลงปลูกในแปลง โรคนี้มีผลให้การเจริญเติบโตของต้นปาล์มน้ำมันหยุดชะงักไประยะหนึ่ง

สาเหตุ : ความผิดปกติทางพันธุกรรม

ลักษณะอาการ
ใบยอดที่ยังไม่คลี่มีอาการอ่อนโค้งไม่ตั้งตรง เกิดแผลสีน้ำตาลแดงลักษณะฉ่ำน้ำที่กลางใบยอด เมื่อทางยอดคลี่ออก ก้านทางโค้งงอลงตรงบริเวณที่เกิดแผล ในบางครั้งไม่เกิดแผลแต่ทางจะโค้งงอที่กึ่งกลางทาง

การป้องกันกำจัด
ตัดทางใบที่เป็นโรคออก โดยตัดให้ต่ำกว่าส่วนของเนื้อเยื่อที่เน่าในกรณีที่มีอาการเน่าเกิดขึ้น
เลือกต้นกล้าจากสายพันธุ์ที่ไม่มีประวัติการเป็นโรคนี้

3. โรคยอดเน่า
โรคนี้ระบาดมากในฤดูฝน เข้าทำลายต้นปาล์มน้ำมันตั้งแต่ในระยะกล้า แต่ส่วนใหญ่มักจะพบโรคนี้กับต้นปาล์มน้ำมันอายุ 1-3 ปี

สาเหตุ : ความผิดปกติทางพันธุกรรม และเชื้อราเข้าทำลาย
ลักษณะอาการ
เกิดแผลเน่าสีน้ำตาลดำขอบแผลลักษณะฉ่ำน้ำที่บริเวณใกล้ๆโคนใบยอดที่ยังไม่คลี่ บางครั้งจะพบอาการเน่าดำเริ่มจากปลายใบย่อยที่ยังไม่คลี่ จากนั้นแผลเน่าดำจะขยายทำให้ใบยอดทั้งใบเน่าแห้งเป็นสีน้ำตาลแดง สามารถดึงหลุดออกมาได้ง่าย

การป้องกันกำจัด
ดูแลบริเวณโคนต้นปาล์มน้ำมันอย่าให้มีวัชพืชปกคลุมเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคและเป็นที่หลบซ่อนของแมลงที่จะไปกัดบริเวณส่วนยอด ทำให้เกิดแผลซึ่งเป็นช่องทางให้เชื้อจุลินทรีย์เข้าทำลายได้ง่ายขึ้น
ในกรณีที่มีการระบาดของโรคเกิดขึ้นควรตัดส่วนที่เป็นโรคออกให้หมด แล้วราดบริเวณกรวยยอดของต้นที่เป็นโรคด้วยสารเคมี

4. โรคทลายเน่า
โรคจะเข้าทำลายผลปาล์มก่อนที่จะสุก พบเสมอกับต้นปาล์มน้ำมันที่มีอายุ 3-9 ปี ระบาดมากในฤดูฝนที่มีความชื้นสูงเป็นมากกับปาล์มที่มีการผสมไม่ดี

สาเหตุ : เชื้อเห็ด

ลักษณะอาการ
เชื้อราจะสร้างเส้นใยสีขาวปกคลุมอยู่บนทลายปาล์มน้ำมันที่ยังไม่สุก โดยเจริญอยู่ระหว่างผลปาล์มน้ำมัน ประสิทธิภาพในการให้น้ำมันน้อยลง ผลนิ่ม เกิดการเน่าเป็นสีน้ำตาลซึ่งเมื่อปล่อยไว้นานๆผลที่เน่านั้นจะมีสีดำ ในบางครั้งจะพบเส้นใยสีขาวลักษณะคล้ายพัดที่บริเวณฐานของทางใบ โดยเฉพาะฐานของใบที่รองรับทลายปาล์มที่ถูกทำลาย ในสภาพที่อากาศมีความชื้นมาก เส้นใยจะมีสีขาว และพบดอกเห็ดที่บนทะลายปาล์มน้ำมัน กลีบหมวกจะงอกลับขึ้นข้างบนเมื่อดอกเห็ดโตเต็มที่
การป้องกันกำจัด
ตัดแต่งทางใบ ดอกที่ไม่ได้รับการผสมหรือผสมไม่ดี รวมถึงเศษเกสรดอกตัวผู้ที่แห้งที่เป็นโรคออกให้หมด และเผาทำลายนอกแปลง


5. โรคลำต้นเน่า
พบมากกับต้นปาล์มน้ำมันที่มีอายุมากกว่า 30 ปี ปัจจุบันพบว่าโรคนี้เริ่มระบาดมากกับต้นปาล์มอายุ 10-15 ปี

สาเหตุ : เชื้อเห็ด

ลักษณะอาการ
อาการภายนอกที่พบคือใบมีสีซีดจางกว่าปกติ ทางแก่ล่างจะหักพับทิ้งตัวห้อยลง รอบๆลำต้น จำนวนใบยอดที่ยังไม่คลี่จะมากผิดปกติ เกิดการตายของทางใบที่แก่ที่สุด ซึ่งจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับฤดูกาล ต้นจะตายภายใน 6-12 เดือน โดยต้นจะหักหรือล้มลง เมื่อตัดต้นเป็นโรคตามขวางจะเห็นเนื้อเยื่อบริเวณที่เน่าเป็นสีน้ำตาลอ่อน มีแถบสีน้ำตาลเข้มรูปร่างไม่แน่นอนเกิดสลับกันอยู่ และที่ขอบแผลมีบริเวณสีเหลืองใสกั้นระหว่างส่วนที่เป็นโรคและส่วนที่ผิดปกติ รากมีลักษณะกรอบ เนื้อเยื่อภายในแห้งเป็นผง ลักษณะที่สำคัญที่ใช้จำแนกโรคนี้ คือลักษณะของดอกเห็ด ซึ่งเชื้อเห็ดนี้สร้างขึ้นที่บริเวณฐานของลำต้น หรือรากบริเวณใกล้ลำต้น ดอกเห็ดที่พบครั้งแรกมีสีขาวขนาดเล็ก ต่อมาจะขยายโตขึ้นมีสีน้ำตาลแดงมีขอบสีขาวผิวด้านบนเรียบเป็นมันคล้ายทาด้วยแลคเกอร์ ผิวด้านล่างมีสีขาวขุ่นเต็มไปด้วยรูเล็กๆ ซึ่งเป็นที่สร้างสปอร์สีน้ำตาลเป็นผงเล็กๆกระจายไปทั่วบริเวณข้างเคียง

การป้องกันกำจัด
พยายามหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เคยปลูกมะพร้าวหรือปาล์มน้ำมันมาก่อน ดินควรมีการระบายน้ำดี
การเปิดป่าใหม่ควรทำแปลงให้สะอาด เพื่อป้องกันเชื้อเห็ดที่อาจอยู่กับซากพืชและตอไม้ที่เผาทิ้งไม่หมด
กำจัดต้นที่เป็นโรคออกจากแปลง
ขุดดินให้เป็นร่องหรือคูรอบบริเวณต้นปาล์มที่เป็นโรคเพื่อป้องกันการสัมผัสของราก
ระดับผิวดินของต้นที่เป็นโรคกับต้นปกติ โรยทับด้วยสารป้องกันกำจัดโรคได้
พยายามอย่าเคลื่อนย้ายต้นปาล์มน้ำมันที่เป็นโรคผ่านไปในแปลงปาล์มน้ำมัน
เพื่อป้องกันการระบาดของโรค ให้ใช้สารป้องกันในตาราง

 

ตารางการใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชของปาล์มน้ำมัน

ชื่อโรคพืช

สารป้องกันกำจัดโรคพืช

อัตราการใช้/น้ำ 20 ลิตร

วิธีการใช้/ข้อควรระวัง

โรคใบไม้

 

โรคยอดเน่า

ไทแรม 75 % / wp

 

ไทแรม 75% / wp

แมนโคเซ็บ 70 % / wp

50 กรัม

 

130 กรัม

150 กรัม

- พ่นทุก 5-7 วันในระยะต้นกล้า

 

-ผสมสารจับใบราดบริเวณกรวยยอดของต้นปาล์มอายุ 1-3 ปี

 

แมลงศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

1. หนอนหน้าแมว 
ลักษณะและการทำลาย
สามารถทำให้ปาล์มน้ำมันเสียหายอย่างรุนแรงเมื่อเกิดการระบาดขึ้น โดยหนอนจะกัดทำลายใบจนเหลือแต่ก้านใบ ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต

การป้องกันกำจัด
สำรวจแมลงในพื้นที่เป็นประจำ เพื่อวางแผนการกำจัดไม่ให้แมลงขยายพันธุ์เพิ่มขึ้น
จับแมลงทำลายโดยตรง เช่น จับผีเสื้อในเวลากลางวัน เก็บดักแด้ตามคอปาล์ม และถ้าพบหนอนปริมาณน้อยสามารถกำจัดทำลายโดยตรงทันที
สามารถใช้กับดักแสงไฟนีออนสีขาวหรือหลอด Black Light วางเหนืออ่างพลาสติกที่มีน้ำผสมผงซักฟอก โดยให้หลอดไฟอยู่ห่างจากน้ำประมาณ 5-10 ซม. ดักผีเสื้อในช่วงเวลา 
18.00 - 19.00 น. 
เลือกใช้สารฆ่าแมลงที่มีผลกระทบต่อแมลงที่มีประโยชน์ในสวนปาล์มน้ำมันน้อยที่สุด

2. ด้วงกุหลาบ
ลักษณะและการทำลาย
ตัวเต็มวัยจะเข้ากัดทำลายใบของต้นปาล์มน้ำมันขนาดเล็กที่เพิ่งปลูกใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการบุกเบิกใหม่ ถ้ารุนแรงทางใบจะถูกทำลายจนหมดเหลือแต่ก้านใบ ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต ด้วงจะเข้ากัดกินในช่วงเวลากลางคืนเท่านั้น

3. ด้วงแรด
ลักษณะและการทำลาย
กัดเจาะโคนทางใบทำให้ทางใบหักง่าย และยังกัดเจาะทำลายยอดอ่อนทำให้ทางใบที่เกิดใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้วๆคล้ายรูปสามเหลี่ยม ถ้ารุนแรงจะทำให้ต้นตายได้

การป้องกันกำจัด
กำจัดแหล่งขยายพันธุ์ ถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยเป็นที่อยู่ของไข่หนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัยแหล่งขยายพันธุ์ได้แก่ ซากเน่าเปื่อยของลำต้น ตอของต้นปาล์ม ซากชิ้นส่วนของพืชที่เน่าเปื่อย กองปุ๋ยหมัก กองปุ๋ยคอก ซากทลายปาล์มน้ำมันและกองขยะ
กำจัดแหล่งขยายพันธุ์ที่อยู่ภายในสวนปาล์มน้ำมันออกให้หมด
ซากทลายปาล์มน้ำมันที่นำมาคลุมโคนต้น ไม่ควรกองทิ้งไว้เกิน 3 เดือน ควรเกลี่ยให้กระจายให้มีความสูง 15 ซม.
กำจัดไข่หนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัยในแหล่งขยายพันธุ์ โดยนำมาทำลายเสีย
ใช้เชื้อราเขียว อัตรา 200-400 กรัมต่อกับดักขนาด 2 x 2 x 0.5 เมตร กับดักประกอบด้วยซากเน่าเปื่อยของพืช ขี้วัว ขุยมะพร้าว กากกาแฟหรือขี้เรื่อยผสมคลุกกันเพื่อล่อให้ด้วงแรดมาวางไข่และขยายพันธุ์ จะถูกเชื้อราเข้าทำลายหนอน ดักแด้ตายในที่สุด

การใช้ชีวอินทรีย์และสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูปาล์มน้ำมัน

แมลงศัตรูพืช

ชีวอินทรีย์/สารป้องกันกำจัด (1/ )

อัตราใช้กรัม,มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร

วิธีการใช้/ข้อควรระวัง

หนอนหน้าแมว

บาซิลัสทูริงเยนซิส

( แบคโทสปิน WP )

คาร์บาริล ( 85 % WP )

แลมบ์ด้าไซฮาโลทริน (2.5%EC)

ไซฟลูทริน ( 10% EC)

ไตรคลอร์ฟอน (95%WP )

คลอร์ไพริฟอส(40%EC )

เฟนวาเลอเรต (0.3 % D )

30

 

10

5-10

 

 

15-20

20-30

4 กก./ไร่

พ่นให้ทั่ว 1-2 ครั้ง เมื่อพบหนอนทำลาย เฉลี่ย 20 ตัวต่อทางใบและควรพ่นเมื่อหนอนอยู่ในระยะแทะผิวใบ จะได้ผลดียิ่งขึ้น

ด้วงกุหลาบ

คาร์บาริล (85%WP )

คาร์โบซัลแฟน(20%EC)

40

40

ควรพ่นเวลาเย็นจะได้ผลดีที่สุด

ด้วงแรด

เชื้อราเขียว

 

คาร์โบฟูราน ( 3%G )

คลอร์ไพริฟอส ( 20% EC)


คาร์บาริล (85%WP )

แนพทาลีน บอล( ลูกเหม็น)

200-400 กรัม/กับดักขนาด2x2x0.5 ม.

 

20 กรัม/ต้น

100 มล.


1 ส่วน

6-8 ลูก/ต้น

กับดักด้วยซากเน่าเปื่อยของพืชขี้วัว ขุยมะพร้าวกากกาแฟหรือขี้เลื่อยผสม กันเพื่อล่อให้ด้วงแรดมาวางไข่ขยายพันธุ์จะถูกเชื้อราเขียวทำลายหนอน ดักแด้
คาร์โบฟูรานใส่รอบยอดอ่อนและซอกโคนของใบถัดออกมา
คลอร์ไพริฟอสผสมน้ำ20ลิตร ราดรอบยอดอ่อนต้นละประมาณ 1 ลิตร
ใช้คาร์บาริน1ส่วนผสมกับขี้เลื่อย 33 ส่วนใส่รอบยอดอ่อนซอกโคนทางใบ
ใช้ลูกเหม็นใส่ตามซอกโคนทางใบ

( 1/) เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์และสูตรของสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูปาล์มน้ำมัน

สัตว์ศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

ความเสียหายที่เกิดจากสัตว์ศัตรูปาล์มน้ำมัน แบ่งตามอายุต้นปาล์มได้ 2 ระยะ คือ
ระยะตั้งแต่ปาล์มเริ่มปลูกใหม่ จนถึงระยะเริ่มให้ผลผลิต ( อายุ 1-3 ปี ) มักพบ เม่น หมูป่า หนู
ระยะปาล์มให้ผลผลิตจนหมดอายุการให้ผลผลิต ( อายุ 4-25 ปี ) มักพบหนูนาใหญ่ หนูท้องขาว กระแต 
หนูพุกใหญ่
พบมากในสวนปาล์มที่อายุไม่เกิน 4 ปี โดยเฉพาะที่มีป่าหญ้าคา หญ้าขน มันจะกัดกินโคนต้นอ่อน ทางใบ และลูกปาล์มที่อยู่กับพื้นดินเท่านั้น

หนูป่ามาเลย์
พบมากในสวนป่าละเมาะ ดงหญ้าที่เกิดภายหลังการเปิดป่าใหม่พบเฉพาะภาคใต้ มันชอบกินลูกปาล์มทั้งดิบและสุก ตลอดจนดอกตัวผู้ด้วย จะเข้าทำลายตั้งแต่ปาล์มอายุ 4 ปี

หนูบ้านมาเลย์
พบในทุ่งหญ้าที่ติดกับหมู่บ้านหรือเมืองทางภาคใต้ ซึ่งจะมีขนาดใหญ่กว่าหนูป่ามาเลย์

ข้อพิจารณาในการป้องกันกำจัดหนู
ปาล์ม 1-3 ปี ถ้าพบความเสียหายควรกำจัดทันที
เมื่อต้นปาล์มให้ผลผลิตแล้วหมั่นสำรวจทลายปาล์ม

วิธีป้องกันกำจัด
ล้อมรั้วรอบโคนต้นปาล์มที่มีอายุ 1-3 ปี ด้วยไม้ไผ่ห่างจากโคนประมาณ 10 ซม. ปักเสาให้แน่นสูงจากพื้นดินประมาณ 30 ซม. ห่างกันไม่เกิน 5 ซม.
ล้อมตีโดยใช้กรงดักและกับดักชนิดต่างๆ 
การเขตกรรม หมั่นถางหญ้ารอบต้น
วิธีธรรมชาติ อนุรักษ์สัตว์ศัตรูธรรมชาติ เช่น งูเห่า พังพอน นกแสก

ข้อควรระวังสำหรับการใช้เหยื่อพิษซิงค์ฟอสไฟด์

1. ห้ามใช้มือเปล่าคลุกสารฆ่าหนู ปลอดจากเด็ก สัตว์ วางเหยื่อไม่ควรวางเกิน 5 กรัมต่อจุด
2. ไม่ควรใช้ในวันฝนตก เพราะเหยื่อพิษถูกความชื้นจะเสื่อม

การใช้สารป้องกันกำจัดสัตว์ศัตรูของปาล์มน้ำมัน

ชื่อสัตว์ศัตรู

สารป้องกันกำจัดสัตว์ศัตรู

อัตราการใช้

วิธีการใช้/ข้อควรระวัง

หนูนาใหญ่

หนูท้องขาว

หนูป่ามาเลย์

หนูบ้านมาเลย์

หนูพุกใหญ่

หนูฟันขาวใหญ่

โบรดิฟาคูม(0.005%)

โฟลคูมาเฟน(0.005%)

 

โบรมาดิโอโลน

(0.005%)

ไดฟีทิอาโลน(0.0025%)

 

 

1 ก้อน /ปาล์มน้ำมัน 1 ต้น

  • ทุกๆ 6 เดือนวางเหยื่อที่โคน ต้นละ 1 ก้อนๆละ5 กรัม ตรวจสอบทุก ๆ 10 วัน ถ้าพบหนูกินมากกว่า 20% ควรวางเหยื่อให้ชิดโคน อย่าวางทางน้ำไหล
  • ห้ามบริโภคเนื้อหนูในบริเวณวางเหยื่อ ระวังสัตว์เลี้ยงกินเหยื่อ
  • กรณีพบหนูพุกใหญ่ หนูฟันขาวใหญ่ เพิ่มเหยื่อพิษต้นละ 5 ก้อน

(1/ )เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ และสูตรของสารป้องกันกำจัดสัตว์ศัตรูพืช

วัชพืชที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

การใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในสวนปาล์มน้ำมัน

ชนิดวัชพืช

สารป้องกันกำจัดวัชพืช

อัตราใช้(มิลลิลิตร/ไร่)

วิธีการใช้/ข้อควรระวัง

หมายเหตุ

วัชพืชฤดูเดียวที่งอกจากเมล็ดประเภทใบกว้างและแคบ

พาราควอท

(27.6% SL )

300-600

วัชพืชกำลังเจริญเติบโตหรือที่งอกใหม่มีความสูงไม่เกิน 15 ซม.

หลีกเลี่ยงละอองน้ำปลิวไปถูกใบ หรือลำต้นที่มีสีเขียว พ่นซ้ำ หรือพ่นเป็นจุดกับวัชพืชข้ามปีหรือไม้พุ่ม

วัชพืชฤดูเดียวและข้ามปีประเภทใบแคบและใบกว้าง

กลูโฟซิเนตแอมโมเนียม

( 15% SL )

800-2,000

วัชพืชกำลังเจริญเติบโตและก่อนออกดอก

ระยะปลอดฝน 4-6 ซม.

วัชพืชฤดูเดียว และข้ามปี ประเภทใบแคบและใบกว้าง

ไกลโฟเสท

( 48% SL )

500-600

วัชพืชกำลังเจริญเติบโตและก่อนออกดอก

ระยะปลอดฝน 4-6 ซม.

(1/ )เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ และสูตรของสารป้องกันกำจัดสัตว์ศัตรูพืช

 

คำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย

การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างเหมาะสม
ตรวจอุปกรณ์เครื่องพ่นอย่าให้มีรอยรั่ว เพราะจะทำให้สารพิษเปียกเสื้อผ้าและร่างกายของผู้พ่นได้
ต้องสวมเสื้อผ้า หน้ากากให้มิดชิด
อ่านฉลากคำแนะนำก่อนทุกครั้ง
ควรพ่นช่วงเช้าหรือเย็น ลมสงบ หลีกเลี่ยงพ่นในเวลาแดดจัด มีลมตลอดเวลา
ใช้สารเคมีให้หมดคราวเดียว
เมื่อเลิกใช้ควรปิดฝาภาชนะให้สนิท เก็บให้มิดชิด 
หลังพ่นสารเคมี ผู้พ่นต้องอาบน้ำ สระผม เปลี่ยนเสื้อผ้าทันที
ไม่เก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนสารเคมีที่ใช้จะสลายตัวถึงระดับปลอดภัย
ทำลายภาชนะเคมีที่ใช้หมด อย่าทิ้งตามร่องสวน หรือแม่น้ำลำคลอง

การพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
เครื่องพ่น : นิยมใช้มี 2 ชนิด ได้แก่ 
เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพานหลัง
เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลว

วิธีการใช้

เครื่องแบบสูบโยกสะพานหลัง ใช้อัตราการพ่น 60-80 ลิตรต่อไร่ ใช้หัวฉีดแบบกรวยขนาดเล็ก สำหรับการพ่นสารฆ่าแมลงและสารป้องกันกำจัดโรคพืช และใช้หัวฉีดแบบพัดหรือแบบปะทะสำหรับการพ่นสารกำจัดวัชพืช
การพ่นสารกำจัดวัชพืชควรแยกเครื่องพ่นเฉพาะ ไม่ใช้ปนกับสารกำจัดศัตรูพืชชนิดอื่นๆและหลังพ่นไม่ควรรบกวนผิวหน้าดิน ขณะพ่นกดหัวพ่นต่ำเพื่อให้ละอองสารเคมีตกลงพื้นที่ที่ต้องควบคุมวัชพืชเท่านั้น ระวังการพ่นซ้ำแนวเดิม เพราะจะทำให้สารลงเป็น 2 เท่า
เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลว ใช้อัตราการพ่น 80-120 ลิตรต่อไร่ ใช้หัวฉีดแบบขนาดกลาง ปรับความดันในระดับการพ่นไว้ที่ 10 บาร์ หรือ 150 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เหมาะสำหรับการพ่นสารฆ่าแมลง และสารป้องกันกำจัดโรคพืช
ถ้าเป็นหัวฉีดแบบกรวยชนิดปรับได้ ควรปรับให้ได้ละอองกระจายกว้างที่สุด ซึ่งจะได้ละอองขนาดเล็กสม่ำเสมอ
ใช้ความเร็วการเดินพ่นประมาณ 1 ก้าวต่อวินาที และการพ่นให้คลุมทั้งต้นไม่ควรพ่นจี้นานเกินไป เพราะจะทำให้น้ำยาโชกและไหลลงดิน
เริ่มทำการพ่นจากทางใต้ลมก่อน และขยายแนวการพ่นขึ้นเหนือลมขณะเดียวกันกันหันหัวฉีดไปทางใต้ลมตลอดเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารป้องกันศัตรูพืช การพ่นควรพลิก-หงายหัวฉีดขึ้น-ลง เพื่อให้ละอองแทรกเข้าทรงพุ่มได้ดีขึ้นโดยเฉพาะด้านใต้ใบ

 

เอกสารอ้างอิง : กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

Visitors: 9,847